วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

บทที่ 7

ตัวแทนจำหน่ายการท่องเที่ยว

ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

บริษัทนำเที่ยว Tour Operator

ธุรกิจนำเที่ยว พรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ปี พ.ศ.2535 มาตราที่ 3 “การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจัดให้บริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวก เกี่ยวกับการเดินทาง สถานที่พัก อาหาร หรือมัคคุเทศก์ให้แก่นักท่องเที่ยว”

ประเภทของธุรกิจนำเที่ยว

1. ธุรกิจนำเที่ยวเฉพาะพื้นที่

2. ธุรกิจนำเที่ยวในประเทศ

3. ธุรกิจนำเที่ยวต่างประเทศ

บทบาทหน้าที่ของ Travel Agency

- จัดหาราคาหรืออัตราสินค้าทางการท่องเที่ยว เช่น ราคาห้องพัก รถเช่า ฯลฯ

- การจองใช้บริการยานพาหนะ การจองตั๋วเครื่องบิน ต้องใช้ข้อมูล คือ จำนวนผู้โดยสารพร้อมชื่อ – นามสกุล เบอร์ ที่อยู่ ข้อมูลความต้องการพิเศษ

- รับชำระเงิน ARC ให้ Travel Agency ส่งรายงานจำนวนบัตรค่าโดยสารที่ขายแล้วได้รับแล้วนำเข้าบัญชี settlement account ซึ่ง ARC จะถอนไปชำระให้สายการบิน

- ส่งบัตรโดยสารหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง

- ช่วยเหลือลูกค้าในการซื้อสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวอื่น ๆ

- ช่วยในการซื้อบัตรโดยสาร

- ออกบัตรโดยสาร และเอกสารอื่น ๆ

ประโยชน์ของ Travel Agency

- ช่วยวางแผนและหาข้อมูลในการท่องเที่ยว

- ราคาที่ดีที่สุด

- ประหยัดเวลา

- ช่วยแก้ปัญหาในเวลาจำเป็น

- รู้จักผู้ประกอบการ และธุรกิจที่ดีกว่าเรา

ลักษณะของตัวแทนการท่องเที่ยว (Travel Agency) ที่ดี

- เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของลูกค้าในการท่องเที่ยวได้

- นักขาย นักจิตรวิทยา ชำนาญเรื่องการเดินทางท่องเที่ยว

- รู้ข้อได้เกรียบเสียเปรียบของการเดินทาง

- จัดหาบริการที่เหมาะสมกับลูกค้า

- รู้เรื่องภูมิศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้ดี

- สามารถอ่านตารางยานภาหนะได้ทุกประเภทและรวดเร็ว

ประเภทของ Travel Agency มี 4 ประเภท

1. แบบที่มีมาแต่เดิม

-ประเภทเครือข่าย

-ประเภท Franchise

-ประเภท Consortium

-ประเภทอิสระ

2. แบบที่ขายทางอินเทอร์เน็ต

3. แบบชำนาญเฉพาะทาง

4. แบบประกอบธุรกิจจากที่พัก

การจัดตั้งธุรกิจนำเที่ยว

ทำเลที่ตั้ง

ธุรกิจที่ไม่อยู่ติดกับผู้บริโภคโดยตรง อาจตั้งย่านที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก

แหล่งเงินทุน

เนื่องจากธุรกิจนำเที่ยวไม่ต้องลงทุนมากเหมือนอุตสาหกรรมอื่น เพียงมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำหรับติดต่อสื่อสาร อาทิ โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

การตลาด

คือ ลู่ทางการจัดจำหน่าย ส่วนแบ่งทางการตลาด การทำประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการวางแผน การทำวิจัยตลาด การส่งเสริมการขาย เป็นต้น

การจดทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว

หลักประกันอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

เฉพาะพื้นที่ 10,000 บาท ในประเทศ 50,000 บาท

Inbound 100,000 บาท

Outbound 200,000 บาท

บริษัททัวร์หรือผู้ขายส่งทัวร์

รูปแบบการท่องเที่ยวที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า อาจชำระรวมบัตรโดยสารเครื่องบิน ที่พัก และบัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น

ผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ได้แก่ โรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน เป็นต้น

โครงสร้างการบริหารของบริษัทนำเที่ยว

- แผนกบุคคลและมัคคุเทศก์

- แผนกจัดนำเที่ยวอิสระ

- แผนกจัดนำเที่ยวเป็นกลุ่มเพื่อเป็นรางวัล

- แผนกจัดรายการนำเที่ยว

- แผนกจัดนำเที่ยวภายในประเทศ

- แผนกจัดนำเที่ยวภายนอกประเทศ

- แผนกบริหาร

- แผนกขายและการตลาด

- แผนกปฏิบัติการและนำเที่ยว

- แผนกยานพาหนะ

- แผนกเอกสารธุรกิจ

- แผนกรับจองและขาย

- แผนกแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

ประเภทของการจัดนำเที่ยว

ทัวร์แบบอิสระ

- เดินทางอิสระ

- วางแผนได้เอง

ทัวร์แบบไม่มีผู้นำเที่ยว

- เหมาจ่าย

- ให้คำปรึกษาได้

ทัวร์แบบมีผู้นำเที่ยว

- จ่ายเหมาที่รวมบริการ

- เดินทางเป็นกลุ่ม

- นิยมมากสำหรับพวกเดินทางครั้งแรก

อื่นๆ

- การจัดทัศนาจร (Day Tour) เดินทางไม่เกิน 24 ชั่วโมง

- ทัวร์แบบผจญภัย (Adventure Tour)

DMC

- เรื่องการขนส่ง

- เชี่ยวชาญการจัดเลี้ยง นันทนาการ

บริษัทรับจัดประชุม

- เลือกสถานที่

- ประสานงาน

- บริการด้านการเดินทาง ขนส่ง

มัคคุเทศก์

1. มัคคุเทศก์ทั่วไป

2. มัคคุเทศก์เฉพาะ

บทที่ 6

ที่พักแรม

ความเป็นมาที่พักแรม

สากล : ยุโรปและอเมริกา

ที่พักแรมเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการของนักเดินทางที่ไม่สามารถเดินทางไป-กลับในวันเดียวได้

รูปแบบที่พักพัฒนาไปตามความเจริญของเศรษฐกิจและระบบคมนาคมขนส่ง

- ยุคแรก ที่เป็นเพียงแค่สถานที่ให้บริการเฉพาะห้องพักสำหรับพักผ่อน

- ต่อมาเป็น Coaching Inn

- ศตวรรษที่ 18 รูปแบบที่พักเจริญขึ้นตามเมืองท่าและสถานีปลายทางพัฒนาเป็น Railway Hotel และ Resort

พัฒนาการของโรงแรมในประเทศไทย

สมัยอยุธยา

- น่าจะมีบริการที่พักสำหรับพ่อค้า ทูตหรือผู้เผยแผ่ศาสนาจากชาติต่าง ๆ

- วัดเสาธงทอง อยู่ระหว่างพระนารายณ์ราชนิเวศน์กับบ้านหลวงรับราชทูต ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี พระวิหารเดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุเหร่า ตามแผนที่ที่ทางฝรั่งเศสระบุว่าเป็นที่พำนักของชาวเปอร์เซีย

- ตึกปิจู (ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า เล็ก) ตึกคชสาร (ตึกโคระส่านหรือโคโรซาน) เป็นตึกเก่า สันนิษฐานว่าเป็นที่พำนักของราชทูต

สมัยต้นรัตนโกสินทร์

- บริการที่พักนักเดินทางชาวตะวันตก มีย่านชุมชนชาวตะวันตก ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

กิจการ “โฮเต็ล” สำคัญในอดีต

- โอเรียนเตล โฮเทล สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกลาสีชาวต่างชาติเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว

- โฮเตลหัวหิน หรือโรงแรมรถไฟหัวหิน สร้างเสร็จในสมัย รัชกาลที่ 6 โดยกรมรถไฟหลวง เป็นโรงแรมตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของไทย ปัจจุบันให้เอกชนเช่าดำเนินการในนาม โรงแรมโซฟิเทลหัวหิน

- โฮเต็ลวังพญาไท สมัยรัชกาลที่ 7 ปรับปรุงจากพระราชวังพญาไทใช้เป็นที่รับแขก

- โรงแรมรัตนโกสินทร์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 8 โดยสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ต่อมาให้เอกชนเช่า ชื่อโรงแรมรอยัล

ปัจจุบันกิจการโรงแรมพัฒนาไปตามกระแสการเจริญเติบโตของการท่องเที่ยว รวมทั้งมีการพัฒนาของกลุ่มโรงแรมไทยที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ ได้แก่ กลุ่มดุสิตธานี เซนทรัล อมารี และอิมพีเรียล

พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547

โรงแรม คือ สถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้น มีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจให้บริการพักชั่วคราว ไม่มีค่าตอบแทน

สถานที่พักซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวและดำเนินการโดยส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ

หากให้บริการรายเดือนจะไม่ถือเป็นโรงแรม

ปัจจัยพื้นฐานในการบริการที่พักแรม

- ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

- ความสะอาด สุขอนามัย

- ภาพลักษณ์

ประเภทของที่พักแรม

โรงแรม

- Location

- Size

- Purpose of visit

- Price / rate

- Service level

- Classification / Grading

- Ownership and management

ที่พักนักท่องเที่ยว

- Youth hostels

- B & B

- Motel

- Timesharing

- Guesthouse

- Service Apartment

โรงแรมที่แบ่งตามทำเลที่ตั้ง

- โรงแรมในเมืองใหญ่ = ตั้งอยู่ใจกลางเมือง

- โรงแรมในเมืองเล็ก = อยู่ในเมืองเล็ก

- โรงแรมชานเมือง = อยู่ชานเมืองหรือนอกเมือง

- สถานตากอากาศ = อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว

- โรงแรมท่าอากาศยาน = ให้บริการที่สนามบิน

โรงแรมที่แบ่งตามหน้าที่

- โรงแรมเพื่อการค้าและการพาณิชย์

- โรงแรมเพื่อการพักผ่อน

- โรงแรมเพื่อการประชุม

- โรงแรมเพื่อการพักอาศัย

- โรงแรมเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

ระดับมาตรฐานของโรงแรม

สมาคมยานยนต์ในประเทศอังกฤษและราชยานยนต์สโมสรจัดระดับของโรงแรมคือ

- กลุ่มดาวเดียว = ขนาดเล็ก เฟอร์นิเจอร์ง่าย ๆ กันเอง

- กลุ่มสองดาว = ตกแต่งมีระดับสูงกว่าดาวเดียว ห้องพักกว้างขึ้น ห้องน้ำในตัว

- กลุ่มสามดาว = ตกแต่งอย่างดี ห้องพักกว้างขึ้น บริการอาหารเครื่องดื่ม

- กลุ่มสี่ดาว = ห้องพักขนาดใหญ่ มีมาตรฐานสูง

- กลุ่มห้าดาว = ห้องพักขนาดใหญ่ มีมาตรฐานสูง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ห้องอาหาร

Motel

- มีขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเพราะความต้องการเพิ่มขึ้นของนักเดินทาง

- เซลแมนในอดีตมักขอใช้บ้านชาวนาอยู่

- สถานที่พักแรมที่มีลานจอดรถแห่งแรก คือ อัสคิน คอตเทจ แคมป์

การดำเนินงานในโรงแรม

- Front office

- Accounting

- Food & Beverage

- Human resources

- Sales & Maketing

- Housekeeping

ประเภทของห้องพัก

- Single bed room

- Double bed room

- Twin bed room

- Suite

บทที่ 5

การคมนาคนขนส่ง

การคมนาคมขนส่ง (Transportations)

คือ กระบวนการเคลื่อนย้ายคน สัตว์ สิ่งของ จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง โดยอาศัยสื่อกลางต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขและราคาที่ได้ตกลงกันไว้

เส้นทาง (Way) ปัจจัยพื้นฐานรองรับพาหนะในการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แบ่งเป็น

- ทางธรรมชาติ เกิดขึ้นเอง

- ทางธรรมชาติที่ได้รับการปรับปรุง

- ทางที่มนุษย์สร้างขึ้น

สถานี (Terminal)

สถานที่ให้บริการพาหนะต่างๆ ตามความต้องการเฉพาะด้าน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนพาหนะหรือด้านการจราจร

ประเภทของการคมนาคมขนส่ง

1.ทางบก

- ระยะแรกใช้งานคนต่อมาใช้สัตว์ลากรถ 6 ล้อ ต่อมาพัฒนาเป็นรถลาก 4 ล้อ ใช้ม้าลาก พร้อมๆกับพัฒนาเส้นทาง จนกระทั่งในปี ค.ศ.1480 มีการประดิษฐ์รถม้าโดยสาร (stage coach) ในประเทศอังกฤษ

- เครื่องจักรไอน้ำ ทำให้เกิดการขนส่งด้วยรถไฟเป็นครั้งแรกในอังกฤษ ค.ศ.1825

- ประดิษฐ์รถยนต์ใน ค.ศ.1920

การคมนาคมขนส่งทางบกของประเทศไทย

ทางบก – ใช้เกวียนเป็นอุปกรณ์ขนส่ง

2.ทางน้ำ (เก่าแก่ที่สุด)

- พัฒนาจากแพ เรือขุด เรือหนังสัตว์ (Coracles) สำเภาที่อาศัยแรงลมขับเคลื่อน

- เครื่องจักรไอน้ำในเรือ ค.ศ.1772 มีการขนส่งผู้โดยสารในเรื่องจักรไอน้ำครั้งแรกในอังกฤษ (Manchester and London Bridge)

- ค.ศ.1815 บริการเรือสำราญ โดยเรือซีลอน ในทะเลเมดิเตอเรเนียน เมืองท่าในอิตาลี กรีซ อียิปต์ และแอฟริกาตะวันออก

- ค.ศ.1819 เรือกลไฟ savannah แล่นข้ามมหาสมุทรเป็นครั้งแรกระหว่างเมือง savannah รัฐจอเจีย กับเมือง Liverpool ในอังกฤษ

- ค.ศ.1900 เรือสำราญสมบูรณ์แบบชื่อ Princess Victoria Louis

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจเรือสำราญกระทบกระเทือนมากในเอเชีย ตั้งบริษัท Star cruise 1993 ในไทยใช้เรือเล็กขนส่งในระยะทางใกล้ๆ แล้วพัฒนาเป็นสำเภาใหญ่แบบจีนและยุโรปแล้วพัฒนาเป็นเรือกลไฟ

การขนส่งผู้โดยสารทางทะเลในไทย มีบริษัทเดินเรือสำราญ 2 บริษัท คือ

1. ซีทรานควีน

2. สยามครูซ

3.ทางอากาศ

- ประดิษฐ์เครื่องบินครั้งแรก ค.ศ.1903 โดยพี่น้องตระกูล Wright ในสงครามโลกครั้งที่ 1

- เกิดธุรกิจการบินครั้งแรกระหว่างเมืองลอนดอนและปารีส ค.ศ.1919

- เกิดการขนส่งผู้โดยสารครั้งแรกที่อเมริกา ที่บอสตันไปนิวยอร์ก ค.ศ.1927 รวมทั้งเริ่มจ้างพนักงานบนเครื่องบิน

- มีการพัฒนาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้ขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร

ธุรกิจขนส่งเพื่อการท่องเที่ยว 3 ประเภท คือ ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

1.ธุรกิจขนส่งทางบก

รถไฟ

- รถไฟ TGV ของฝรั่งเศส

- รถไฟ Euro star ร่วมทุนระหว่างรัฐบาลฝรั่งเศสกับอังกฤษ

- รถไฟ x2000 Metroliner ของสวีเดน

- รถไฟ Shinkansen (Bullet Train) ของญี่ปุ่น

รถยนต์ส่วนบุคคล

- นิยมมากที่สุด เนื่องจาก ประหยัน สะดวกรวดเร็ว และคล่องตัว

รถตู้เพื่อนันทนาการ (Recreational Car)

- ให้บริการโดยเช่า

- ทำให้เกิดการเติบโตของธุรกิจให้เช่าที่จอดรถตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีเครื่องอำนวยความสะดวก

2.ธุรกิจการขนส่งทางน้ำ

- เรือเดินทะเล

- เรือสำราญ

- เรือข้ามฟาก

3.ธุรกิจขนส่งทางอากาศ

เที่ยวบินประจำ (Scheduled air service) บินระหว่างเมืองต่อเมือง ตารางบินแน่นอน

บริษัทขนส่งจำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2473 ชื่อบริษัทเดินอากาศ จำกัด

บทที่ 4

องค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว (Tourism Resources)

หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งในรูปธรรมและนามธรรม มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อการพักผ่อนและประกอบกิจกรรมนันทนาการ อันนำมาซึ่งความพึงพอใจและความสุขในรูปแบบต่างๆได้

จุดหมายปลายทาง (Destination)

หมายถึง สถานที่ใดที่หนึ่ง อาจเป็นสถานที่เฉพาะหรือสถานที่ทั่วไป หรือเป็นหลายๆ ที่ต่อการเดินทางครั้งหนึ่ง

สิ่งดึงดูดใจทางด้านการท่องเที่ยว (Tourist Attraction)

หมายถึง สถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดให้คนเดินทางเข้าไปเยี่ยมชม หรือประกอบกิจกรรมเพื่อความพึงพอใจ

สรุปนิยามของแหล่งท่องเที่ยว

สถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนองตอบต่อจุดประสงค์ด้านความพึงพอใจ หรือด้านนันทนาการ อาจเป็นสถานที่ใดที่หนึ่งเฉพาะ หรือหลายๆที่ก็ได้


ประเภทของแหล่งท่องเที่ยว

ขอบเขต (Scope)

- - จุดมุ่งหมายหลัก (Primary Destination) คือสถานที่ดึงดูดใจสำหรับนักท่องเที่ยว ทำให้ต้องมุ่งไปเยือน

- - จุดมุ่งหมายรอง (Secondary Destination or Stopover Destination) คือสถานที่แวะพัก เป็นเวลาสั้นๆ

ความเป็นเจ้าของ

- - การจัดแบ่งแหล่งท่องเที่ยวทั้งที่เป็นธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้นตามความเป็นเจ้าของ ทำให้ทราบว่า แหล่งเงินสนับสนุนมาจากไหน หรือรายได้ต่าง ๆ

- - เจ้าของแหล่งท่องเที่ยว

1.รัฐบ 1.รัฐบาล

2.องค์การที่ไม่หวังผลกำไร

3.เอกชน

- - อุทยานแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ดำเนินงานโดยรัฐบาล เงินทุนสนับสนุนการดำเนินงานอาจมาจากเงินงบประมาณ การเก็บค่าเข้าชม ภาษี หรือบริจาค

- - วังสวนผักกาดอยู่ในความควบคุมดูแลและดำเนินงานโดยองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร คือ มูลนิธิจุมพฎบริพัตร

- - ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก ไนต์คลับ สวนสัตว์ บางแห่งดำเนินงานโดยเอกชน ที่มุ่งหวังผลกำไรอันอาจจะมาจาก ค่าเข้าชม ค่าเครื่องเล่น ค่าอาหารและน้ำ ค่าขายของที่ระลึก

ความคงทนถาวร (Permanency) แบ่งตามอายุของแหล่งท่องเที่ยว

- - ประเภทที่เป็นสถานที่ (Sties) มีความคงทนถาวรกว่าประเภทที่เป็นงานเทศกาลหรือกิจกรรมต่างๆ

- - งานเทศกาลมักมีช่วงเวลาการดำเนินงาน อาทิ เทศกาลสงกรานต์ จัดเฉพาะวันที่ 12-14 เมษายน

ศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

- - แหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งจะสนองความต้องการหรือจุดประสงค์ของนักท่องเที่ยวต่างกัน

- - แหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงได้รับความนิยมอาจจะมีลักษณะที่เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ชุมชนและเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว

การแบ่งประเภทแหล่งท่องเที่ยวของ ททท.

แหล่งท่องเที่ยวประเภทธรรมชาติ = สถานที่ที่เกิดเองตามธรรมชาติทั้งทางด้านชีวภาพและกายภาพ รวมทั้งบริเวณที่มนุษย์เข้าไปปรุงแต่งเพิ่มเติม

มรดกโลกในไทย

- 1. ทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้ง ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1991

- 2. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1991

- 3. อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1991

- 4. แหล่งขุดค้นโบราณคดีบ้านเชียง ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1992

- 5. ดงพยาเย็น-เขาใหญ่ ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.2005

กรมศิลปากรแบ่งโบราณสถานออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้

1. - โบราณสถานสัญลักษณ์แห่งชาติ คือ สถานที่ที่มีความสำคัญสูงสุด หากขาดซึ่งโบราณสถานนี้ไปจะเป็นการสูยเสียอย่างใหญ่หลวง

2. - อนุสรณ์สถานแห่งชาติ คือ อนุสรณ์ที่สร้างเพื่อบุคคลหรือเรื่องราวสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์หรือเป็นที่เคารพอย่างสูงในชาติ ซึ่งประชาชนจะต้องร่วมรำลึกถึง

3. - อาคารสถาปัตยกรรมแห่งชาติ คือ อาคารสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม และวิศวกรรมอันทรงคุณค่า

4. - ย่านประวัติศาสตร์ คือ พื้นที่ที่มีความหมายแน่นทางสถาปัตยกรรม เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ การวางผังเมือง และสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้น โดยมีอาคาร สิ่งก่อสร้างในพื้นที่ต่างๆ รวมอยู่ด้วย

5. - อุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติ หมายถึง พื้นที่ที่มีเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมรวมถึงสภาพแวดล้อมที่เกิดเองตามธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น

6. - นครประวัติศาสตร์แห่งชาติ คือ เมืองหรือนครที่มีแบบอย่างทางวัฒนธรรม การวางผังเมือง สาระสำคัญทางประวัติศาสตร์ และองค์ประกอบของเมือง สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และชีวิตความเป็นอยู่ อาทิ จังหวัดอยุธยา

7. - ซากโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีประวัติศาสตร์แห่งชาติ หมายถึง แหล่งโบราณคดีประวัติศาสตร์และซากโบราณสถาน

บทที่ 3

แรงจูงใจ
- แรงจูงใจในวิชาจิตวิทยา เป็นตัวกำหนดบุคคลิกของบุคคล
- แรงจูงใจทางด้านการท่องเที่ยว/นักท่องท่องเที่ยวเป็นแนวคิดผสมระหว่างแนวคิดจิตวิทยา(Phychology) ผสมกับแนวคิดสังคมวิทยา(Sociology)

ทฤษฎีต่างๆเกี่ยวกับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว
1. ทฤษฎ๊ลำดับขั้นแห่งต้องการความจำเป็น (Hierrchy of need ของ Abrahalm Maslow)
- มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความต้องการ
- มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่างๆเพื่อตอบสนองความต้องการและความจำเป็น
- ความต้องการไม่มีวันสิ้นสุด
- เมื่อความต้องการอย่างหนึ่งถูกตอบสนองแล้ว จะมีกอีกอย่างหนึ่งแทนที่

ความต้องการที่มุ่งเน้นในเรื่องความภาคภูมิใจ (Self - esteen)
- ความต้องการด้านอัตตา (Ggo needs)
- ต้องการคววามยอมรับจากสังคม

Lundbreg (Lundbrey,Tourism Businees ,pl27) เชื่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวเกิดจากความต้องการขั้นสูงสุด
- ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่
- ต้องพัฒนาบุคคลิก
- กระทำสิ่งที่ท้าทาย สิ่งแปลกใหม่จากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
- ต้องการพบเห็นสิ่งแปลกใหม่ สถานที่ใหม่

การท่องเที่ยวสามารถตอบสนองความต้องการในระดับสูงสุดได้สำหรับคน
- การเล่น Jet boat การล่องแก่ง เดินทางทั้งประเทศ
- เล่นบันจี้จำ ฯลฯ

2. ทฤษฎีขั้นบันไดแห่งการเดินทาง(Travel Career Ladder)
Philip Peace ประยุกต์จากของ Maslow
- ต้องการความลึกซึ้ง ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อนักเดินทางมีประสบการณ์มากขึ้น
- ความต้องการในขั้นสรีวิทยาจะได้รับต้องการสนองความต้องการในระดับสูงถึงจะเกิด

3.แรงจูงใจวาระซ้อนเร้น (Hidden Agenda) ของ Crompton คล้ายกับของMaslow
- หลีกหนีสภาพแวดล้อมจำเจ
- สำรวจและประเมินตนเอง
- พักผ่อน
- ความต้องการเกีรติภูมิ
- ถอยกลับสู่สภาพดั้งเดิม
- หาญาติ

Swarbrooke
1. แรงจูงใจทางด้านสรีระหรือทางกายภาพ (Physcial)
2. แรงจูงใจทางด้านวัฒนธรรม
3. การท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง(Emotional)
4. การท่องเที่ยวได้มาถึงสถานภาพ
5. แรงจูงใจพัฒนาตนเอง
6. แรงจูงใจส่วนบุคคล

บทที่ 2


ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวจากยุคเริ่มต้นถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2


ในสมัยอาณาจักรโรมันการท่องเที่ยวมีทั้ง การท่องเที่ยวภายในประเทศและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ แต่การท่องเที่ยวระหว่างประเทศนั้นเป็นการท่องเที่ยวที่ไร้พรมแดน เพราะไม่มีอาณาเขตแบ่งแยกดินแดนว่าเป็นดินแดนของอังกฤษ หรือซีเรีย อย่างปัจจุบัน เพราะอาณาจักรโรมันครอบคลุมไปถึงหมด ทุกแห่งใช้เงินตราของโรมัน ท้องทะเลปลอดจากโจรสลัด เพราะมีการลาดตระเวนของทหารโรมัน ภาษาละตินก็เป็นภาษาที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในยุคนั้น ชาวโรมันเดินทางไปยัง Sicily, กรีซ เกาะ Rhodes เมืองทรอย และอิยิปต์ และเมื่อถึงศตวรรษที่3 ชาวโรมันก็ได้เดินทางไปจนถึงดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Land)




มัคคุเทศก์และคู่มือนำเที่ยวในยุคต้นๆ

ความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับการเดินทางในสมัยแรก ๆ มาจากข้อเขียนนักประวัติศาสตร์ และนักเดินทางที่มีความสำคัญที่มีชื่อว่า Herodotus ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง 484 ปี ถึง 424 ปีก่อนคริสตกาล อาจเรียกได้ว่าเป็นนักเขียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคนแรกของโลกก็ว่าได้ Herodotus ได้บันทึกคำบอกเล่าของเหล่ามัคคุเทศก์ในสมัยนั้นเกี่ยวกับเรื่องที่น่าเหลือเชื่อต่าง ๆ


มัคคุเทศก์ในสมัยก่อนคริสตกาลอาจแบ่งออกได้เป็น 2 พวกด้วยกัน


พวกแรก คือ พวกที่เรียกว่า Periegetai มีหน้าที่คอยต้อนฝูงนักท่องเที่ยวให้เข้ากลุ่ม ส่วนอีกพวกหนึ่งเรียกว่า Exegetai เป็นพวกที่ให้ข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินค่าตอบแทน มัคคุเทศก์เหล่านี้มักจะถ่ายทอดข้อมูลที่ไม่เป็นจริงแก่นักท่องเที่ยว



หนังสือคู่มือนำเที่ยวปรากฎขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเอเธนส์ สปาร์ตา และเมืองทรอย นักเขียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวชาวกรีก ชื่อ Pausanias ได้เขียนหนังสือชื่อ Description of Greece ขึ้นในระหว่าง คศ. 160-180




การท่องเที่ยวยุคกลาง
ยุคกลางคือช่วงที่อยู่ระหว่าง คศ. 500-1500 เป็นช่วงต่อจากการล่มสลายของโรมัน แต่ก่อนจะเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ยุคกลางเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า ยุคมืด
เป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ศาสนาเข้ามามีบทบาทในการกำหนดดำเนินชีวิตของผู้คน
วันหยุด เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น



คนชั้นกลางและชั้นสูงนิยมเดินทางเพื่อแสวงบุญ ในระยะทางไกลและเมืองต่าง ๆ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
เกิดการพัฒนาทางการค้า



ผู้คนเริ่มใฝ่รู้เกี่ยวกับเรื่องของยุโรปสมัยก่อน โดยเฉพาะชาวอังกฤษที่ร่ำรวย นิยมส่งบุตรบุตรชายออกเดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับผู้สอนประจำตัว เป็นระยะเวลา 3 ปี เรียกว่า "แกรนด์ทัวร์" โดยมีจุดมุ่งหมายที่ประเทศ อิตาลี

บทที่ 1



ความหมายของการท่องเที่ยว


การที่เราจะหาความหมายของคำว่า "การท่องเที่ยว" นั้นทำได้ยาก เพราะการท่องเที่ยวเป็นรูปแบบกิจกรรมหนึ่งของนันทนาการ คล้ายกับกิจกรรมทางการกีฬา หรืองานอดิเรก และการใช้เวลาว่างในปีพ.ศ.2506ได้มีการประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องของการเดินทางฃ และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีและยอมรับข้อเสนอเกี่ยวกับคำจำกัดความของการท่องเที่ยวจากนักวิชาการจากองค์การการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ IUOTต่อมาได้กลายเป็นองค์การท่องเที่ยวโลกในปี พ.ศ.2513 WTO




การท่องเที่ยวมี 3 ลักษณะ คือ
1.การเดินทางจากที่อยู่ปกติไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว
2.การเดินทางไปด้วยความสมัครใจ
3.การเดินทางด้วยวัตถุประสงค์อื่นๆ แต่ไม่ใช่เพื่อการประกอบอาชีพ

การเดินทางที่จัดเป็นการท่องเที่ยว
-เดินทางไปพักฟื้น ไปรักษาตัวในสภานที่ต่างๆ
-การเดินทางไปประชุม
-การเดินทางไปเยี่ยมญาติพี่น้องการเดินทางที่ไม่จัดเป็นการท่องเที่ยว
-การเดินทางไปตั้งถิ่นฐานถาวร-การเดินทางไปประกอบอาชีพ
-การเดินทางโดยไม่สมัครใจ หรือถูกบังคับ



นักท่องเที่ยว (Tourist)
นักท่องเที่ยว คือผู้ที่เข้ามาท่องเที่ยว พักอาศัย มาเยือน เป็นการชั่วคราว และมาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง โดยจุดประสงค์เพื่อใช้เวลาว่าง ท่องเที่ยว และกิจกรรมนันทนาการ

กลุ่มนักท่องเที่ยว
-ผู้ที่ไม่มีถิ่นฐาน หรืออยู่อาศัยในสถานที่ที่ไปเยือน
-ผู้ที่มีสัญชาติของประเทศนั้น หรือเป็นคนถิ่นเดิม แต่ไม่ได้อยู่ในสถานที่นั้นแล้ว
-ผู้ที่เป็นลูกเรือ ไม่มีถิ่นพำนัก และพัก ณ สถานที่นั้น มากกว่า 24 ชั่วโมง

นักทัศนาจร (Excursionist)
นักทัศนาจร คือผู้ที่มาเที่ยวเป็นการชั่วคราว และพักอาศัยอยู่ ณ สถานที่นั้นไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมถึงผู้เดินทางโดยเรือสำราญ

กลุ่มนักทัศนาจร
-ผู้โดยสารเรือสำราญหรือเรือเดินสมุทร
-ผู้ที่มาเยือนและจากไป ภายในวันเดียว





ผู้มาเยือนตามถิ่นพำนัก
1 Inbound Visitorคือผู้มาเยือนที่อยู่ในต่างประเทศ และเข้ามาท่องเที่ยวอีกประเทศหนึ่ง
2.Outbound Visitorคือผู้มาเยือนที่มีถิ่นพำนักในประเทศหนึ่งและเดินทางไปอีกประเทศหนึ่ง
3.Domestic Visitorคือผู้มาเยือนที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศที่ตนเองมีถิ่นพำนักอยู่ อาจเรียกว่า ผู้มาเยือนขาเข้า หรือผู้มาเยือนภายในประเทศก็ได้

กลุ่มที่ไม่นับรวมในสถิติการท่องเที่ยว
ได้แก่ ผู้โดยสารผ่าน คนเร่ร่อน คนอพยพ นักการทูต ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยว
1.เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และพักผ่อน เป็นการท่องเที่ยวเพื่อหลีกหนีความจำเจของชีวิตประจำวัน และเพื่อไปเยี่ยมชมสถานที่ใหม่ๆ รวมไปถึงการเดินทางไปเยี่ยมญาติมิตรด้วย
2.เพื่อธุรกิจ เป็นการเดินทางที่ร่วมไปกับการทำงาน แต่วัตถุประสงค์หลักคือการประกอบอาชีพ หรือหารายได้จากสถานที่ท่องเที่ยวนั้น และยังรวมไปถึงการเดินทางเพื่อเข้าประชุม สัมมนา ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และจัดนิทรรศการ
3.เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆเป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ และซับซ้อนมากกว่าการพักผ่อนหรือประชุม เช่น การเดินทางไปศึกษาธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ

ประเภทการท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น 3 วิธีการแบ่งตามสากล ได้แก่
1.การท่องเที่ยวภายในประเทศ (Domestic Tourism) หมายถึง ผู้ที่อาศัยภายในประเทศนั้น เดินทางภายในประเทศของตนเอง
2.การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ (Inbound Tourism) หมายถึง ผู้ที่มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ประเทศอื่นแล้วเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศนั้นๆ
3.การท่องเที่ยวนอกประเทศ (Outbound Tourism)หมายถึง ผู้ที่มีถิ่นอาศัยในประเทศหนึ่งแล้วเดินทางไปยังต่างประเทศ

การแบ่งตามลักษณะการจัดการเดินทาง
1.แบบหมู่คณะ เรียกว่า Group Inclusive Tour : GITแบ่งเป็น2 แบบ คือ กรุ๊ปเหมา และกรุ๊ปจัด กรุ๊ปเหมา คือการเที่ยวแบบเป็นของคณะนักท่องเที่ยวที่มีความสัมพันธ์กัน อาจเป็นการส่วนตัวหรือหน้าที่การงาน และเดินทางร่วมกัน ส่วนกรุ๊ปจัด คือการเดินทางของคณะนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันในทางส่วนตัวและด้านหน้าที่การงาน แต่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวในสถานที่เดียวกัน โดยการซื้อโปรแกรมนำเที่ยวที่ถูกจัดไว้ เมื่อถึงเวลาจึงเดินทางพร้อมกัน
2.แบบอิสระ เรียกว่า Foreign Individual Tourism : FITนักท่องเที่ยวมักเดินทางตามลำพัก อาจจะวางแผนการเดินทางด้วยตนเองหรือใช้บริการบริษัทนำเที่ยวก็ได้

การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง
1.การท่องเที่ยวเพื่อความเพลิดเพลินและพักผ่อนกิจกรรมมักไม่สลับซับซ้อน เรียบง่าย ตามแบบที่ตนเองชอบ
2.การท่องเที่ยวเพื่อธุรกิจคือ กิจกรรมทางธุรกิจทั่วไป และจัดอยู่ในกลุ่ม MICE ส่วนกิจกรรมเสริมอาจจะเป็นกิจกรรมเพื่อการพักผ่อนคลายเครียด ความสนุกสนาน ฯลฯ
3.การท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษกิจกรรมจะมีความสลับซับซ้อนและเป็นระบบ สามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
ก. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น การดูนก การดำน้ำดูปะการัง การเดินป่า เป็นต้น
ข. การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกีฬา เช่น การปีนเขา การอาบน้ำแร่ เป็นต้น
ค. การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม เช่น การศึกษาแหล่งโบราณสถาน เป็นต้น
ง. การท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสชาติพันธุ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การชมวิถีชีวิตในชนบท เป็นต้น
จ. การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้โดยมีการจัดการไว้ล่วงหน้า

องค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
กิจกรรมสำหรับการท่องเที่ยวอาจมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาแหล่งท่องเที่ยว การซื้อของ การประชุม บางอย่างเป็นธุรกิจ ที่ตอบสนองความต้องการโดยตรงของนักท่องเที่ยว แต่ธุรกิจเป็นธุรกิจที่สนับสนุนให้กิจกรรมทางการท่องเที่ยวดำเนินไปได้ด้วยดี

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จึงหมายถึง ธุรกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยแรงงาน การลงทุน เทคนิควิชาชีพเฉพาะ มีการวางแผน การจัดองค์กร และการตลาด สินค้าในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นสินค้าที่เรียกว่า สินค้าที่จับต้องไม่ได้ และไม่มีการเคลื่อนที่ไปหาผู้ซื้อ แต่ผู้ซื้อหรือนักท่องเที่ยวต้องเดินทางไปซื้อสินค้าหรือบริการ ณ แหล่งผลิต ซึ่งก็หมายถึง สถานที่ที่มีทรัพยากรทางการท่องเที่ยว แต่สินค้าหรือบริการบางประเภทก็มีการสูญสลาย และเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์เช่นกัน

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ
1.องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงกับนักท่องเที่ยว
2.องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว

องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว
1.สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว
2.ธุรกิจการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ
3.ธุรกิจที่พักแรม
4.ธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร
5.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว
1.ธุรกิจการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก
2.ธุรกิจการประชุม สัมมนา
3.การบริการข้อมูลข่าวสาร
4.การอำนวยความสะดวกทางด้านความปลอดภัย
5.การอำนวยความสะดวกในการเข้า-ออกเมือง

395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย

ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่าง ค.ศ.1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ใน ค.ศ.1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียใน ค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria)โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน
ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปี ค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal)ใกล้เมืองอัลมาดา(Almada)ทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583
ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531 : 115) ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อน ค.ศ.1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1534-1546) นักประวัติศาสตร์บางคนนำหลักฐานของฝ่ายไทยเข้าไปตรวจสอบความน่าเชื่อถือในเอกสารของเขาหลายประเด็น และชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของศักราชที่เขาอ้างถึง
จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação” อย่างไม่อาจมองข้ามได้ งานของปินโตจึงได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง อย่างน้อยๆฉบับแปลภาษาฝรั่งเศสในปี
ค.ศ.1628 ก็ถูกอ้างอิงโดยซิมอง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de Laloubère) ซึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อกล่าวถึงจำนวนเรือที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาก่อนหน้าการเข้ามาของตน (จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1,2510 : 502) ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าหากลาลูแบร์เคยได้ยินการเสียดสีงานเขียนของปินโตมาบ้างก่อนที่จะเดินทางเข้ามาสยาม เขาควรจะได้ตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานจากผู้รู้พื้นเมืองชาวสยามอีกครั้ง ก่อนจะตีพิมพ์งานเขียนของตนที่กรุงอัมสเตอร์ดัมในปีค.ศ.1714 เพราะงานเขียนของปินโตเคยถูกล้อเลียนมาแล้วอย่างอื้อฉาว แต่กลับไม่ปรากฏข้อวิพากษ์ความน่าเชื่อถือของปินโตในงานของลาลูแบร์
คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม
บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”
การเข้าร่วมรบในกองทัพสยามครั้งนั้นเป็นการถูกเกณฑ์ หากไม่เข้าร่วมรบก็จะถูกขับออกไปภายใน 3วัน ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวโปรตุเกสถึง 120 คน จากจำนวน 130 คน อาสาเข้าร่วมรบในกองทัพสยาม เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าเป็นศึกเมืองเชียงกรานซึ่งเกิดขึ้นใน ค.ศ.1538 (พ.ศ.2081) อี.ดับเบิลยู. ฮัทชินสัน E.W.Hutchinson) ก็อ้างตามหลักฐานของปินโตว่า“ทหารโปรตุเกสจำนวน 120คน ซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงจ้างเป็นทหารรักษาพระองค์(bodyguards)ได้สอนให้ชาวสยามรู้จักใช้ปืนใหญ่”
ดร।เจากิง ดึ กัมปุชชี้ว่า บทบาทของทหารอาสาชาวโปรตุเกสในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชอาจส่งผลให้มีการเริ่มปรับปรุงตำราพิชัยสงครามภายใต้การช่วยเหลือของที่ปรึกษาชาวโปรตุเกส จนเป็นที่มาของการตั้ง “กรมทหารฝรั่งแม่นปืน” ใน หนังสือ“ศักดินาทหารหัวเมือง” ซึ่งประกอบด้วยทหารเชื้อสายโปรตุเกสจำนวน 170 นาย จนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใกล้เคียงกับจำนวนของทหารอาสาโปรตุเกส 120 คน ในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช“ศักดินาทหารหัวเมือง” เป็นเอกสารฉบับหลวงมีตรา 3 ดวงประทับ หอสมุดแห่งชาติได้มาจากกรมมุรธาธร เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ।ศ.2467 เป็นหลักฐานจำแนกโครงสร้างราชการและศักดินาในสังกัดสมุหพระกลาโหม ได้แก่ กรมอาษา กรมเขนทอง กรมทวนทอง กรมพระตำรวจ กรมสนมทหาร กรมพลพัน กรมทนายเลือก กรมรักษาพระองค์ กรมอาษาญี่ปุ่น กรมอาษาฝารั่ง ฯลฯ เคยตีพิมพ์เผยแพร่หลายครั้ง ล่าสุดตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือกฎหมายตราสามโดยราชบัณฑิตยสถานเมื่อพ.ศ.2550ราชบัณฑิตยสถาน, กฎหมายตราสามดวงฉบับราชบัณฑิตยสถาน จัดพิมพ์ตามต้นฉบับหลวง เล่ม1, 2550, หน้า 1135
ความน่าเชื่อถือ
ดึ กัมปุช อดีตกงสุลใหญ่โปรตุเกสเมื่อ ค।ศ।1936 กลับชี้ว่าหลักฐานของปินโตแสดงให้เห็นว่าเขาเคยเดินทางเข้ามายังสยามจริง (Campos, 1940 : 14-15) และสิ่งที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือในงานของปินโต คือ การยกงานเขียนในชั้นหลังๆมาเทียบเคียงความเป็นไปได้และความถูกต้องของเรื่องราวโดยเฮนรี โคแกน นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา(2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้นงานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล (Campos,1940,P.।21) ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing)ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง (recommended letter) จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa)เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกส (Cogan,1653 : 317) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา
สรุป
ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว